ค้นหา
Keyword Search
All Books


{txt_mag}

{img_tag}

   คำนำ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   รายละเอียดชุดวิชา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   วิธีการศึกษา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 1 บทนำ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 2 สังคมอินเดียก่อนยุคพุทธกาล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 3 สังคมอินเดียสมัยพุทธกาล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 4 พระพุทธศาสนาในอินเดียหลังพุทธกาล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 5 พระพุทธศาสนาในเอเชีย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 6 พระพุทธศาสนาในตะวันตก
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 7 บทสรุป
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   Download หนังสือเล่มนี้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


บทที่ 6 พระพุทธศาสนาในตะวันตก


6.2 ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในตะวันตก (1) 
         ชาวตะวันตกมีโอกาสสัมผัสถิ่นพระพุทธศาสนาครั้งสำคัญ ในสมัยที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกกรีฑาทัพบุกอินเดียในระหว่างปี 326 - 323 ก่อนคริสต์ศตวรรษ ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 217 - 220 หรือหลังพุทธปรินิพพานได้ 217 - 220 ปี ซึ่งในขณะนั้นพระพุทธศาสนาดั้งเดิมคือเถรวาทกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอินเดีย ระยะเวลาประมาณ 3 ปีแห่งการมาของกองทัพกรีกครั้งนั้น เป็นไปได้ว่ามีการศึกษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันพอสมควร ทหารกรีก   คงได้สัมผัสพระพุทธศาสนาผ่านวิถีชีวิตของชาวพุทธในอินเดียสมัยนั้นไม่มากก็น้อยและคงเล่าขานต่อๆ กันไปในยุโรปหลังจากที่ทหารเหล่านั้นกลับไปยังอาณาจักรมาซิโดเนียของตนแล้ว  
         เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ยกทัพกลับแล้ว จันทรคุปต์ก็สามารถยึดเมืองปาฏลีบุตรจาก "พระเจ้านันท์" แห่งกรีกได้สำเร็จและปราบดาภิเษกตนเองเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะในเมืองปาฏลีบุตร เมื่อปี พ.ศ.222 และได้ปกครองอยู่นาน 26 ปี ในรัชสมัยของพระองค์ เมกาสเธเนส (Megasthenes) เอกอัครราชทูตจากเมืองอเล็กซานเดรียแห่งกรีก ได้เดินทางมายังเมืองปาฏลีบุตร และได้บันทึกเรื่องพราหมณ์และสมณะทั้งหลายในอินเดียไว้    นักเขียนกรีกและละตินหลายท่านใช้บันทึกนี้อ้างอิงเรื่องราวในอินเดีย  
         เมื่อถึงยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ.276 - 312) ได้มีการจัดส่งสมณทูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนต่างๆ เสถียร โพธินันทะ ปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ในครั้งนั้นพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่ไปสู่ประเทศกรีกในทวีปยุโรปด้วย1
         คำว่า พระพุทธเจ้า ปรากฏครั้งแรกในเอกสารของกรีก เมื่อกาลผ่านไป 500 ปีหลังจากเมกาสเธเนส คลีเมนท์ (clement) เสียชีวิต ซึ่งเขียนพรรณนาไว้เมื่อ พ.ศ.743 ว่า "ชาวอินเดีย ทั้งหลายได้ปฏิบัติเคร่งครัดซึ่งศีลของพระพุทธเจ้าและเคารพนับถือพระพุทธเจ้าดุจเทพเจ้า..." หลังจากนั้นชาวตะวันตกไม่ค่อยได้รับรู้พระพุทธศาสนาอีกจนกระทั่ง พ.ศ.1797 นักบวชวิลเลม แวน ลุยส์โบรก และนักบวชนิกายฟรานซิสแกน ผู้เดินทางไปอยู่ในเมืองคะราโกรัมนาน 6 เดือน ได้เขียนหนังสือชื่อ Itinerarium บรรยายเรื่องภิกษุลามะในประเทศทิเบตได้อย่างถูกต้องพร้อมกล่าวถึงบทสวดมนต์ ...โอม มณี ปัทเม หุม...ด้วย
        อย่างไรก็ตาม ชาวตะวันตกทราบเรื่องราวพระพุทธศาสนาโดยละเอียดถูกต้องสมบูรณ์จากหนังสือ Description  of the World ของมาร์โค โปโล (Marco Polo) ซึ่งเดินทางไปอยู่ในประเทศจีนนานถึง 16 ปี ระหว่าง พ.ศ.1818 - พ.ศ.1834 ได้พบพุทธศาสนิกชาวจีน มากมาย เขาเขียนไว้ว่า "ตำบลซาจู อยู่ในเมืองตังกุก ประชาชนทั้งหลายนับถือพุทธปฏิมา ยกเว้นชาวเตอร์ก และพวกซะราเซนบางคนที่เป็นคริสเตียน ประชาชนที่นับถือพุทธปฏิมาเหล่านี้ มีภาษาพูดของตัวเอง ไม่ประกอบการค้าขาย เลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกธัญพืช มีภิกษุและวัดมากหลาย วัดทั้งหลายมีพุทธปฏิมาแบบต่างๆ ประชาชนเคารพนับถือพุทธปฏิมาเหล่านั้นอย่างท่วมท้นหัวใจ..."
         เมื่อ มาร์โค โปโล เดินทางกลับจากประเทศจีนมาถึงประเทศอิตาลี เขาได้เล่าเรื่อง  ดังกล่าวแก่ชาวอิตาลีแม้ไม่ค่อยมีคนเชื่อ แต่ภายหลังพระสันตะปาปา นิโคลาสที่ 4 (Nicholas) ก็ได้จัดส่งพวกนักบวชไปสืบพระพุทธศาสนาในประเทศจีน โดยท่านแรกคือ นักบวชจอห์นแห่งมอนเตคอร์วิโน เขาพำนักอยู่ที่จีนหลายปี และได้ส่งจดหมายทูลรายงานพระสันตะปาปาถึงความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศจีน หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการจัดส่งพวกนักบวชคริสต์ไปเป็นระยะๆ เรื่องราวการเดินทางของนักบวชเหล่านี้ก่อให้เกิดความสนใจแก่ชาวยุโรปมาก ในปี พ.ศ.2085 บาทหลวงฟรานซิสคัส ซาเวริอุส (Franciscus Xaverius) แห่งประเทศสเปนเดินทางมาอินเดียและอีก 1 ปีหลังจากนั้นได้เดินทางไปถึงกัว (Gua) ครั้งนั้นบาทหลวงได้พบพ่อค้าชาวญี่ปุ่นชื่อ ยาจิโร (Yagiro) พ่อค้าผู้นี้เล่าให้ฟังถึงเรื่องพุทธประวัติและหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา คณะนักบวชคริสต์จึงบันทึกเรื่องราวเหล่านี้รายงานกลับไปยังทวีปยุโรปทั้งหมด แต่มิได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่ ส่วนมากจะเก็บรักษาไว้ในห้องสมุด 
         ต่อมาเมื่อถึงยุคล่าอาณานิคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 หรือตั้งแต่ พ.ศ.2144 เป็นต้นไป ประเทศในแถบตะวันตกหลายประเทศทยอยกันออกล่าเมืองขึ้น เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี โปรตุเกส เบลเยี่ยม อิตาลี รัสเซียและสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ได้เข้ายึดครองประเทศด้อยพัฒนาในทวีปเอเชีย แอฟริกา และโอเชียเนียไว้ได้มากมาย ในช่วงนี้จึงมีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไปสู่กันและกัน  ชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อยได้สัมผัสพระพุทธศาสนาในยุคนี้ นอกจากนักล่าเมืองขึ้นแล้วคณะมิชชันนารีจากยุโรปหลายคณะก็ได้เดินทางมาเผยแพร่คริสต์ศาสนาด้วย โดยเข้ามาในประเทศจีน ญี่ปุ่น ไทย ศรีลังกาและประเทศอินโดนีเซีย คริสต์ศาสนจักรหลายประเทศอาศัยฝ่ายการเมืองเป็นเครื่องมือบังคับให้ชาวเอเชียในประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้นเปลี่ยนศาสนา แต่ถึงกระนั้นก็มีชาวตะวันตกอยู่ไม่น้อยที่เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ เรื่องราวพระพุทธศาสนาในเอเชียก็ถูกส่งกลับไปให้ชาวตะวันตกได้ศึกษากันอย่างต่อเนื่อง 
         รายงานที่คณะมิชชันนารีส่งไปกลับไปประเทศในตะวันตกนั้น ได้จากการสังเกตและสนทนากับพุทธศาสนิกชนเป็นหลัก  มิได้เป็นความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าคัมภีร์พระพุทธศาสนา  จนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ค.ศ.1801 - 1900 หรือ พ.ศ.2344 - 2443) หนังสือไวยากรณ์ภาษาบาลีเล่มแรก ที่จัดพิมพ์เผยแพร่ในทวีปยุโรป เป็นผลงานของเบอร์นูฟ และ แลสเซน  เบอร์นูฟเป็นคนแรกที่บอกว่า ชาวยุโรปคนแรกที่ศึกษาภาษาบาลีคือ บาทหลวงซิมมอน เดอ ลา ลู แบร์ (Simon de La Loubere) ซึ่งเป็นผู้ร่วมคณะเอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์    ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เดินทางมาประเทศไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ.2230 - 2231 บาทหลวงซิมมอน เดอ ลา ลู แบร์ ได้พิมพ์หนังสือ Description du Royaume de Siam เผยแพร่ใน พ.ศ.2234 โดยแทรกเรื่องประวัติพระเทวทัตและพระปาติโมกข์ย่อเอาไว้ด้วย ต่อมาในศตวรรษที่ 20 เป็นยุคทองของนิกายมหายาน ชาวพุทธนิกายมหายานหลายนิกายเข้าไปเผยแผ่ในตะวันตกและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี พุทธศาสนิกชนในแต่ละประเทศจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบกระทั่งปัจจุบัน

6.2.1 ประเทศอังกฤษ

         ประเทศอังกฤษมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland) หรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า สหราชอาณาจักร (United Kingdom ย่อว่า UK) ประกอบด้วยดินแดน 4 ส่วน คือ 3 ชาติบนเกาะบริเตนใหญ่ ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ กับอีก 1 ชาติบนเกาะไอร์แลนด์  คือ ไอร์แลนด์เหนือ สหราชอาณาจักรมีประชากรประมาณ 60,441,457 คน (ก.ค.2548) ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ (ประมาณ 70-80 %) และจากข้อมูลใน The 2001 UK census (พ.ศ.2544) มีประชากรจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีศาสนา (Non-Religious) คือ ประมาณ 9,337,580 คน หรือประมาณ 10 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 6 ของประชากรทั้งหมด นอกจากนี้ จากการสำรวจของ BBC ในปี พ.ศ.2547 พบว่ามีประชากรถึง 40 % คือ เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ที่ไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า (Atheists, Agnostic)   
        สำหรับพุทธศาสนิกชนในประเทศอังกฤษนั้น จากข้อมูลใน The 2001 UK census (พ.ศ.2544) ระบุว่ามีประมาณ 151,283 คน ปัจจุบันมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาประมาณ 435 องค์กร และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  แม้ปริมาณพุทธศาสนิกชน ที่เปิดเผยตนเองเหล่านี้จะยังมีไม่มาก แต่ชาวพุทธเหล่านี้ก็เป็นผู้มีศักยภาพ เพราะมีปราชญ์   ผู้เชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนาอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะศาสตราจารย์ริส เดวิดส์ ผู้ก่อตั้งสมาคมบาลีปกรณ์ (The Pali Text Society) ซึ่งทำหน้าที่ในการแปลและจัดพิมพ์คัมภีร์ทาง พระพุทธศาสนา คือ พระไตรปิฎกและอรรถกถา เป็นต้น โดยแปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาต่างๆ ออกสู่ชาวโลก ทำให้พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแพร่หลายอย่างกว้างขวาง  
        ดร.ริชาร์ด มอร์ริส ประธานสมาคมนิรุกติศาสตร์ กล่าวปราศรัยสรรเสริญ  ศ.ริส เดวิดส์  ไว้ในปี พ.ศ.2418 ว่า "มีปราชญ์ภาษาบาลีมากหลายในประเทศนี้ แต่ ศ.ริส เดวิดส์ เท่านั้นที่สร้างองค์กรการศึกษาภาษาบาลีขึ้นในตะวันตก ปูทางให้พระพุทธศาสนากลายเป็นคำพูดประจำครอบครัว แสดงคุณค่าของพระพุทธศาสนาให้เป็นภาษาแห่งความรู้ประเภทพิเศษ  แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางจิตภาพหรือทางศาสนาต่อมนุษยชาติ..."
        พระพุทธศาสนาเริ่มเผยแผ่เข้าสู่ประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2393 โดยนายสเปนเซอร์ อาร์คี ได้พิมพ์หนังสือศาสนจักรแห่งบูรพาทิศออกเผยแพร่ แต่ยังไม่มีผู้สนใจมากนัก จนกระทั่งเซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ เขียนหนังสือประทีปแห่งเอเชียขึ้นและพิมพ์เผยแพร่ใน ปี พ.ศ. 2422 หนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจจากชาวอังกฤษและชาวตะวันตกอย่างกว้างขวาง มีสถิติการพิมพ์มากกว่า 150 ครั้ง (นับถึงปี พ.ศ.2470) 
         เซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ เขียนหนังสือเล่มนี้ในช่วงเวลาที่ประเทศอังกฤษเผชิญกับวิกฤตการณ์ในเรื่องประเทศทางตะวันออก ดินแดนที่เป็นเมืองขึ้น เขาเขียนที่ Hamlet House และในรถไฟขณะเดินทาง เขาเขียนลงบนซองจดหมายบ้าง ขอบกระดาษที่ว่างของหนังสือพิมพ์บ้าง ด้านหลังรายการอาหารบ้าง แม้หลังกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตก็เคยใช้ในการเขียนบทกวี ในยามที่ไม่มีปากกาอยู่ในมือ ก็จะใช้ดินสอเขียน หากไม่มีดินสอ ก็จะใช้ชิ้นเล็กๆ ของไม้จุดไฟเตาผิง เป็นอุปกรณ์การเขียน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ ์สกุลช้างเผือกแก่เขา ในฐานะที่ได้ประกอบคุณงามความดีเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในพระราชสาสน์ที่พระราชทานมาพร้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระบุชัดเจนว่า คำอธิบายเรื่องพระพุทธศาสนาของเขามิได้ถูกต้องสมบูรณ์  แต่ทรงแสดงความขอบพระทัยในฐานะที่เขาเขียนเรื่องพระพุทธศาสนาเผยแพร่ในภาษาที่ใช้กันกว้างขวางที่สุดในโลก
        ศ.ที ดับเบิลยู ริส เดวิดส์ ได้จัดตั้งสมาคมบาลีปกรณ์ขึ้นในปี พ.ศ.2424 เขากล่าว   ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งว่า "...ข้าพเจ้ามีปณิธานแน่วแน่ที่จะถ่ายทอดคลังมหาสมบัติของคัมภีร์พระพุทธศาสนา ซึ่งกาลบัดนี้ ยังมิได้มีการจัดพิมพ์ และมิได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในวิถีชีวิตประจำวัน คัมภีร์เหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้กระจัดกระจายในห้องสมุดมหาวิทยาลัยทั้งหลาย และในห้องสมุดสาธารณะทั้งหลายทั่วทวีปยุโรป..." พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ 2 เล่มแรกที่จัดพิมพ์ในชุด Scared Books of the Buddhist Series ในปี พ.ศ.2438 และ พ.ศ.2442 ตามลำดับ ได้รับทุนพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนพระไตรปิฎก เล่มที่ 3 และ 4 ได้รับทุนพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งราชอาณาจักรไทย
        เมื่อพระพุทธศาสนาเป็นที่รู้จักของชาวอังกฤษมากขึ้น จึงเป็นผลให้เริ่มมีผู้ศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิต โดยในปี พ.ศ.2442 กอร์ดอน ดักลาส (Gordon Douglas) ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรกของชาวอังกฤษในกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา และเป็นพระภิกษุชาวตะวันตกรูปแรกด้วย ได้รับฉายาว่า อโศกะ 
        หลังจากนั้น ในปี พ.ศ.2445 ชาร์ลส์ เฮนรี่ อัลเลน เบอร์เนตต์ (Charles Henry Allen Bernett) เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพราะได้อ่านหนังสือประทีปแห่งเอเซีย จึงสละเพศฆราวาสอุปสมบทในโคลัมโบเช่นกัน ได้รับฉายาว่า อานันทเมตเตยยะ เมื่อบวชได้ 1 ปี ก็เดินทางไปประเทศพม่า ได้ออกวารสารรายเดือนภาษาอังกฤษในพม่าชื่อ The Buddhist ซึ่งเป็นวารสารที่ลงข่าวความเคลื่อนไหวของพระพุทธศาสนาทั่วโลก โดยมีพระศีลาจาระ ชาวสกอตแลนด์ ซึ่งอุปสมบทในพม่าเป็นผู้ช่วย วารสาร The Buddhist ส่งไปจำหน่ายในสหราชอาณาจักรด้วย โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันพระพุทธศาสนาซึ่งขณะนั้นเพียงแค่ศึกษากันในรั้วมหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นศาสนาที่มีชีวิตคืออยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวตะวันตก  พระอานันทเมตเตยยะยังเป็นพระภิกษุรูปแรกที่นำพระธรรมทูตจากพม่าไปเผยแผ่ในตะวันตก
        พระพุทธศาสนาในประเทศอังกฤษเริ่มออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปอยู่ในวิถีชีวิตของประชาชนเมื่อ อาร์.เจ.แจกสัน (R.J.Jackson) ได้ประกาศต่อสาธารณชนว่า เขาคือชาวพุทธผู้ดำรงชีวิตตามหลักพุทธธรรมโดยไม่หวาดหวั่นต่อการถูกประณาม เชื่อกันว่าเขาคือชาวพุทธอังกฤษคนแรกที่ประกาศตนอย่างเปิดเผย หลังจากประกาศตนแล้ว ในปี พ.ศ.2449 อาร์.เจ.แจกสัน ก็เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยยืนบรรยายบนลังสบู่ในสวนสาธารณะ 
         ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เจ.อาร์.เปน (J.R.Pain) อดีตทหารบกซึ่งเคยประจำการอยู่ในพม่าได้เปิดร้านขายหนังสือพระพุทธศาสนา ณ ถนนเบอร์รี่ ตำบลบูมเบอร์รี่ และได้รับวารสาร The Buddhist จากพม่ามาขายด้วย ชาวอังกฤษสนใจซื้ออ่านวารสารนี้กันมาก อาร์.เจ.แจกสัน และเจ.อาร์.เปน ร่วมมือกันก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งแรกขึ้นในกรุงลอนดอน  และในปี พ.ศ.2450 ด้วยความร่วมมือกับ ศ.ริส เดวิดส์ และพระอานันทเมตเตยยะ พุทธสมาคมแห่งนี้ ได้ขยายเครือข่ายเป็นพุทธสมาคมแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ (Buddhist Society of Great Britain and Ireland ) โดย ศ.ริส เดวิดส์ เป็นประธาน ได้พิมพ์วารสารพุทธศาสตร์ปริทัศน์เผยแพร่ด้วย
          หลังจากนั้นพุทธสมาคมต่างๆ ก็ได้ก่อตั้งขึ้นตามเมืองต่างๆ ในอังกฤษ โดยในปี พ.ศ.2491 นาง เอ.เรนท์ (A.Rant) ได้จัดตั้งสมาคมพุทธวิหารประเทศอังกฤษ (Buddhist Vihara Society of England) และรวบรวมผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันก่อสร้างวัดพุทธวิหารกรุงลอนดอนขึ้นในปี พ.ศ.2497 โดยเริ่มแรกสร้างบนพื้นที่เช่าในโอวิงตัน การ์เดน พระดร.เอช.สัทธาติสสะ ชาวศรีลังกาเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาได้ซื้อที่ดินและสร้างวัดขึ้นใหม่ ตั้งอยู่เลขที่ 5, Heathfield Gardens, London, W4 ท่านสัทธาติสสะเป็นพระภิกษุที่ฉลาดในการเทศน์สอนธรรมะด้วยภาษาง่ายๆ จึงมีผู้เลื่อมใสมากมาย พุทธศาสนิกชนที่เข้าวัดเป็นประจำยุคนั้นมีประมาณ 200 คน ส่วนมากเป็นชาวอังกฤษ นอกจากนี้ เมืองใหญ่ๆ ในอังกฤษเกือบทุกเมืองสมัยนั้นจะมีชุมนุมศึกษาพระพุทธศาสนา (Buddhist Study Circles) ทำหน้าที่เผยแผ่พุทธธรรมเพื่อเป็นแสงสว่างนำทางชีวิตแก่ชาวอังกฤษ  
         นอกจากพระสงฆ์จากประเทศศรีลังกาแล้ว ยังมีพระสงฆ์ชาวเอเชียชาติอื่น เช่น พม่า จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น ได้เข้าไปเผยแผ่เช่นกัน ในวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2499 จึงมีการจัดตั้งคณะสงฆ์คณะแรกขึ้นในอังกฤษ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การทำงานพระศาสนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ก่อตั้งโดยท่านกบิลวัฑโฒภิกขุ (W. A. Purfust) ซึ่งอุปสมบทที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2497 จากนั้นไม่นานในปี พ.ศ.2510 พระภิกษุชาวอังกฤษชื่อพระสังฆรักษิตสถวีระ ซึ่งอุปสมบทในอินเดีย ได้ก่อตั้งสหายสังฆมณฑลพระพุทธศาสนา 
ประเทศตะวันตก [The Friends of The Western Buddhist Order (FWBO)]  ขึ้นในประเทศอังกฤษ  ปัจจุบัน FWBO เป็นองค์กรพระพุทธศาสนาในระดับแนวหน้ามีสาขาขยายไปมากมายทั่วอังกฤษ 
      ส่วนคณะสงฆ์ไทยก็ได้จัดส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่ในอังกฤษด้วยเช่นกัน เริ่มโดยประธานสังฆสมาคมประเทศอังกฤษ ส่งหนังสือเชิญผู้แทนสงฆ์ไทยไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในปี พ.ศ.2507 ในขณะนั้นรัฐบาลไทยโดยการนำของจอมพลถนอม กิตติขจร อนุมัติให้ดำเนินการ โดยมีพระธรรมทูตชุดที่ 1 คือ พระราชสิทธิมุนี (โชดก ปธ.9) พระมหาวิจิตร ติสฺสทตฺโต เป็นพระสหจร และนายภานุพงษ์ มุทุกันต์ เป็นไวยาวัจกร มีกำหนดเวลาเผยแผ่เป็นเวลา 3 ปี เริ่มปฏิบัติศาสนกิจวันแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2507 
        ต่อมา ชาวพุทธไทยในอังกฤษได้ช่วยกันสร้างวัดไทยวัดแรกขึ้นในกรุงลอนดอน สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2508 และจัดพิธีเปิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้า-อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จเป็นประธานในพิธีเปิด ทรงพระราชทาน นามว่า วัดพุทธประทีป หลังจากนั้นมีวัดและองค์กรพุทธเกิดขึ้นอีกหลายองค์กร เช่น ศูนย์วิปัสสนากรรมฐานนานาชาติ (พ.ศ.2514) วัดสังฆทาน (พ.ศ.2532) วัดป่าจิตตวิเวก (พ.ศ.2539) วัดพุทธวิหารแอสตัน (พ.ศ.2537) เป็นต้น  
         สำหรับพระพุทธศาสนามหายานนิกายต่างๆ ในประเทศอังกฤษนั้น  เริ่มแรกนิกาย โซกะ กัคไค (SGI) ซึ่งเป็นสายหนึ่งของมหายานนิกายนิชิเร็นได้เข้ามาเผยแผ่ในปี พ.ศ.2503 โดยเริ่มจากเพียงคนเดียว จากนั้นมีการเติบโตรวดเร็วมาก ปัจจุบัน โซกะ กัคไค เป็นองค์กรพุทธที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ มีมากกว่า 450 กลุ่ม
        ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 เพ็กกี เค็นเน็ท (Peggy Kennett) ภิกษุณีชาวอังกฤษ ได้นำพระพุทธศาสนานิกายโซโตเซน (Soto Zen)  จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเผยแผ่  โดยก่อตั้งสมาคม British Zen Mission Society ขึ้น ภายหลังเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น OBC (the Order of Buddhist Contemplatives) ปัจจุบัน OBC เป็นองค์กรพุทธที่ใหญ่ที่สุดของนิกายเซนในเกาะอังกฤษและมีขนาดเป็นอันดับที่สี่เมื่อเทียบกับนิกายอื่นๆ โดยโซกะ กัคไค เป็นอันดับหนึ่ง องค์กร FWBO ซึ่งก่อตั้งโดยท่านสังฆรักษิตสถวีระเป็นอันดับสอง และพระพุทธศาสนาทิเบตกลุ่ม NKT เป็นอันดับสาม แต่เดิม เพ็กกี เค็นเน็ท เป็นชาวพุทธนิกายเถรวาท ภายหลังหันมานับถือมหายานนิกายเซนโดยการชักนำของ ดร.ดี ที ซูสุกิ และได้บวชเป็นภิกษุณีโดยคณะสงฆ์จีนที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากนั้นก็ไปศึกษาเซนที่ประเทศญี่ปุ่น  
         ส่วนพระพุทธศาสนาทิเบตนั้น ในปี พ.ศ.2534 พระภิกษุชาวทิเบตชื่อ เกสเช เคนซัง กะยัทโซ (Geshe Kelsang Gyatso) ได้ก่อตั้งองค์กร The New Kadampa Tradition (NKT) ขึ้น ปัจจุบัน NKT ประสบความสำเร็จสูงสุดในบรรดาพระพุทธศาสนาทิเบตทุกนิกายในอังกฤษ  NKT อยู่ในนิกายกาดัมหรือเกลุก (Kadam or Gelug) ซึ่งเป็นนิกายในสังกัดขององค์ทะไล ลามะ ผู้นำสงฆ์แห่งทิเบต 
 
6.2.2 ประเทศเยอรมนี
      ประเทศเยอรมนีมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Federal Republic of Germany) มีประชากรประมาณ 82,438,000 คน (พ.ศ.2548) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ (ประมาณ 68%) และจากการสำรวจประชากรเยอรมันมากกว่า 10,000 กลุ่มในปี พ.ศ.2549 พบว่า มีคนที่ไม่มีศาสนา (Non-Religious) หรือผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า (Atheists) อยู่ถึง 29.6% คิดเป็น 24,400,000 คน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด สำหรับพุทธศาสนิกชนในประเทศเยอรมนีนั้น จากสำรวจในปี พ.ศ.2549 พบว่ามีประมาณ 230,000 คน มีองค์กรทางพระพุทธศาสนาประมาณ  661 องค์กร และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  
       พระพุทธศาสนาเริ่มเผยแพร่ในเยอรมนีจากงานเขียนของ ไอแซค จาคอบ สมิท (Isaac Jacob Schmidt) ในปี พ.ศ. 2322- 2390 บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญมากในการเผยแผ่พระพุทธศาสนายุคแรกๆ คือ อาเธอร์ โชเปนเฮาเออร์ (Arthur Schopenhauer) เขาเริ่มต้นศึกษาพระพุทธศาสนาจากงานเขียนของไอแซค จาคอบ สมิท ต่อมาอาเธอร์ โชเปนเฮาเออร์   เขียนหนังสือชื่อ The World as will and Representation พิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ.2362 และได้เขียนเล่มอื่นๆ อีกมากมาย หนังสือของเขามีคนอ่านมากที่สุดนับแต่ 25 ปีแรกแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลายต่อหลายคนเมื่อได้อ่านหนังสือเขาแล้วหันมาขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกไปตลอดชีวิต 
       อาเธอร์ โชเปนเฮาเออร์ เชิดชูพระพุทธศาสนาไว้ว่า "เป็นที่ประจักษ์ว่าภาษาเก่าแก่ที่สุดคือความสมบูรณ์ที่สุดฉันใด  ศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดก็คือความสมบูรณ์ที่สุดฉันนั้น ถ้าหากว่าจะถือเอาผลแห่งปรัชญาของข้าพเจ้าเป็นมาตรฐานแห่งความจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะยกให้พระพุทธศาสนามีความโดดเด่นเหนือแนวคิดอื่นๆ... วัตถุประสงค์ของพระศากยมุนีพุทธเจ้าคือ การแยกเอาเมล็ดในออกจากเปลือก เพื่อแยกคำสอนที่สูงเด่นออกจากส่วนผสมของจินตนาการและเทพเจ้า เสริมสร้างคุณค่าภายในอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของพระพุทธศาสนาให้เป็นที่เข้าใจได้โดยง่ายของประชาชน ในเรื่องนี้ พระศากยมุนีพุทธเจ้าประสบความสำเร็จอย่างมหัศจรรย์ที่สุด เพราะฉะนั้นศาสนาของพระองค์จึงเป็นศาสนาดีที่สุดของโลก มีศาสนิกนับถือมากที่สุด"4 
        ไฟรดริช ซิมเมอร์มานน์ (Friedrich Zimmermann) วิศวกรโยธาชาวเยอรมัน เป็นผู้หนึ่ง ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือของอาเธอร์ โชเปนเฮาเออร์ เขาเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่งนัก ในปี พ.ศ.2423 ได้เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ภิกษุสุภัททะ โดยมิได้เข้าพิธีอุปสมบท มิได้ปลงผมและหนวด ยังคงแต่งกายดุจฆราวาสทั่วไป เขาเขียนหนังสือชื่อ Buddhistischen Katechismus ซึ่งเป็นเรื่องการปุจฉา-วิสัชนาทางพระพุทธศาสนา โดยยึดหลักฐานจากคัมภีร์พระสุตตันตปิฎกและพระวินัยปิฎกเป็นหลัก พิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ.2431 หนังสือของเขามี   ผู้นิยมอ่านกันมากในหลายประเทศดุจหนังสือประทีปแห่งเอเซีย ต้องจัดพิมพ์ใหม่ถึง 14 ครั้ง และแปลออกเป็นหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อิตาลี ฮังการี สเปน และรัสเซีย  
        พระพุทธศาสนาในเยอรมนีช่วงแรกเผยแผ่โดยผ่านหนังสือเป็นหลัก ยังไม่มีการจัดตั้งองค์กรอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งปี พ.ศ.2446 ดร.คาร์ล โซเดนสตักเกอร์ (Karl Seidenstuecker) เป็นผู้นำชาวพุทธเยอรมันกลุ่มหนึ่งก่อตั้งสมาคมเพื่อการเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนาในเยอรมนี (Society For Buddhist Mission in Germany) ขึ้นในเมืองไลป์ซิก (Leip-Zig) ซึ่งเป็นสมาคมพระพุทธศาสนาแห่งแรกในเยอรมนี จากผลงานนี้ทำให้ ดร.คาร์ล โซเดน-สตักเกอร์  ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาสาวก (Apostle) ของพระพุทธศาสนาแห่งเยอรมนี เขาสร้างสายสัมพันธ์ขบวนการชาวพุทธตะวันออกกับชาวพุทธเยอรมันให้ประสานเป็นเอกภาพ และได้ริเริ่มจัดตั้งมหาโพธิสมาคม สาขาเยอรมนีขึ้น
         พระภิกษุชาวเยอรมันรูปแรกที่อุปสมบทในพระพุทธศาสนาสายเถรวาทชื่อ แอนตัน  วอลเตอร์ ฟลอรัส กูเอธ (Anton Walter Florus Gueth) มีฉายาว่า ญาณติโลกะ อุปสมบทที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ.2447 เป็นศิษย์ของท่านอานันทเมตเตยยะ พระภิกษุชาวอังกฤษ พระญาณติโลกมหาเถระ (Nyanatiloka Maha Thera) เป็นพระภิกษุที่ได้รับความเคารพนับถือสูงยิ่ง ในบรรดาพระภิกษุชาวตะวันตกทั้งหลาย เพราะท่านเคร่งครัดในพระวินัยและอุทิศตนเผยแผ่พระพุทธศาสนา หลังจากอุปสมบทแล้วท่านเดินทางไปประเทศศรีลังกา และพักอยู่ที่เกาะเล็กเกาะหนึ่งในทะเลสาบโททันทุวา ซึ่งไร้คนอาศัย และเป็นแหล่งงูพิษร้าย ท่านถือรุกขมูลธุดงค์บำเพ็ญสมาธิทั้งกลางวันและกลางคืน ตอนรุ่งอรุณชาวศรีลังกาผู้ศรัทธาจะนำภัตตาหาร ลงเรือไปถวายทุกเช้า ขณะนั่งสมาธิที่โคนไม้ งูร้ายจะเลื้อยเพ่นพ่านไปมารอบต้นไม้ บางครั้งเลื้อยผ่านหน้าตักแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายท่าน ต่อมาชาวบ้านผู้ศรัทธาได้สร้างกระท่อมให้ท่านอยู่ 
         ในเวลาไม่นานนักชาวตะวันตกหลายชาติ เช่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา อิตาลี และยิวได้สละเพศฆราวาส อุปสมบทเป็นพระภิกษุไปอาศัยอยู่กับท่านจำนวนมาก เกาะนี้จึงมีชื่อเสียงว่า เป็นบุญสถานที่พระภิกษุชาวตะวันตกผู้เคร่งครัดในพระวินัยมาบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทุกวันพระและวันจันทร์เพ็ญชาวพุทธชาวศรีลังกานับพัน หลั่งไหลมาจากทุกภาคของประเทศเพื่อมาตักบาตรไหว้พระ สวดมนต์ และฟังพระธรรมเทศนา พระญาณติโลกมหาเถระเขียนหนังสือเล่มแรกชื่อ The World of the Buddha พิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ.2449 หนังสือเล่มนี้สร้างชื่อเสียงให้ท่านมาก จัดพิมพ์ถึง 9 ภาษา บางภาษาพิมพ์ 10,000 เล่ม ขายหมดด้วยเวลาเพียงไม่นาน และได้จัดพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งยาวนานถึง 6 ชั่วอายุคน ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2500 รัฐบาลศรีลังกาประกอบ พิธีพระราชทานเพลิงศพให้อย่างสมเกียรติ ชาวศรีลังกามาร่วมงานถึง 500,000 คน และได้บรรจุอัฏฐิของท่านไว้ ณ Independence Square กรุงโคลัมโบ ก่อนมรณภาพท่านตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้กลับมาเกิดเป็นบุรุษในศรีลังกาและได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
         เพื่อให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเยอรมนีกว้างขวางมากขึ้น ชาวพุทธเยอรมันนำโดยท่านธัมมสารี จึงจัดตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นที่เบรสเลา (Breslau) ในปี พ.ศ.2452 เพื่อพิมพ์วารสารทางพระพุทธศาสนาเผยแพร่ และในปีเดียวกันนี้ ได้มีการจัดตั้งสมาคมบาลีเยอรมันขึ้น (German Pali Society) โดยมีภารกิจสำคัญคือการสร้างวัดพุทธศาสนาในตะวันตก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปีก็ต้องปิดตัวลง และมีสมาคมใหม่เกิดขึ้นชื่อ League For Buddhist Life ในปี พ.ศ.2456 ทำหน้าที่เผยแผ่พุทธศาสนาสายเถรวาท   
         งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศเยอรมนีกว้างขวางแพร่หลายมากขึ้น เมื่อชาวเยอรมันผู้หนึ่งหันมาเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคลนั้นคือ ยอร์จ กริมม์ (George Grimm) บิดามารดาต้องการให้เขาบวชในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก แต่เมื่อเขาได้อ่านหนังสือปรัชญาของอาร์เธอร์ โชเปนเฮาเออร์  ด้วยความยกย่องอย่างสูงของอาร์เธอร์ ที่มีต่อพระพุทธศาสนาและการประกาศตัวเป็นชาวพุทธของเขา ทำให้ ยอร์จ กริมม์ เริ่มสนใจและเมื่อได้ศึกษามากเข้าทำให้เกิดความซาบซึ้งในรสพระธรรม ตัดสินใจออกจากงานตุลาการเพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาและเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้กว้างไกล เขาประกาศว่า จะปฏิบัติพุทธธรรมให้บรรลุโสดาบันในชีวิตนี้ให้จงได้  
         ในปี พ.ศ.2464 ยอร์จ กริมม์ และดร.คาร์ล ไซเดนสตักเกอร์ ได้จัดตั้งชุมชนหมู่บ้านสหายชาวพุทธเยอรมันขึ้นใน Utting am Ammersee นอกจากชาวเยอรมันแล้วยังมีชาวพุทธฝรั่งเศสจำนวนมากมาฟังบรรยายและร่วมประชุมเสวนาเรื่องพระพุทธศาสนากับเขา ยอร์จ กริมม์เขียนหนังสือพระพุทธศาสนา 8 เล่ม และเขียนบทความเผยแพร่ในวารสารมากฉบับ ดร.อันส์ มุช ผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคของโลก ได้ประกาศตนเป็นชาวพุทธผู้เคร่งครัด เพราะได้อ่านหนังสือของเขา ยอร์จ กริมม์รู้สึกว่าตนเองเป็นหนี้บุญคุณทุกคนที่ให้ความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาแก่เขา เขานำภาพขนาดใหญ่ของอาร์เธอร์ โชเปนเฮาเออร์ ประดับพวงดอกไม้สดแขวนไว้เหนือเตียงนอน และพร่ำพรรณนาคุณความดีของเค.อี.นูมานน์ และดร.ปอล ดุสเซน ผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เขาในการศึกษาพระพุทธศาสนาอยู่เสมอไม่ขาด 
         พระภิกษุชาวเยอรมันอีกท่านหนึ่งชื่อ ซิกมันด์ เฟนิเกอร์ (Siegmund Feniger) ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในประเทศศรีลังกา ในปี พ.ศ.2479 ได้รับฉายาว่า ญาณโปนิกะ เป็นศิษย์ของพระญาณสัตตมหาเถระ ซิกมันด์ เฟนิเกอร์ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจากการอ่านหนังสือ เขาได้จัดตั้งชมรมการศึกษาพระพุทธศาสนา (Buddhist Study Circle) และจัดตั้งห้องสมุดพระพุทธศาสนาขึ้นที่โกนิกสเบอร์กโดยให้ประชาชนยืมหนังสืออ่านฟรี หลังจากอุปสมบทแล้วได้เดินทางมาร่วมกระทำฉัฏฐมสังคายนาที่ประเทศพม่าในสมัยที่อูนุเป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับคัดเลือกให้เป็นรองประธานคนหนึ่งขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (The World Fellowship of Buddhist) พระญาณโปนิกมหาเถระ (Nyanponika Maha Thera) จัดตั้งสมาคมการพิมพ์หนังสือพระพุทธศาสนาในเมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา โดยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการและประธานตรวจการพิมพ์ของสมาคม พิมพ์หนังสือ จุลสาร แปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และเอกสารทุกประเภทเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จำนวน 1,000,000 เล่ม ส่งไปเผยแพร่ 70 ประเทศทั่วโลก
        ปราชญ์ชาวพุทธเยอรมันที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนามีอีกหลายท่าน เช่น เฮอร์มานน์ โอลเดนเบอร์ก (Hermann Oldenburg) บุตรชายนักบวชคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ เป็นคนแรกที่จัดทำเรื่องเถรคาถาและเถรีคาถาเผยแพร่แก่ชาวยุโรป ดร.ปอล ดาห์ลเก (Paul Dahlke) ผู้ที่อนาคาริก ธรรมปาละ กล่าวยกย่องว่า รักษาศีล 5 เคร่งครัด ไม่ยอมให้ด่างพร้อย ปฏิบัติหน้าที่ไม่บกพร่อง เป็นนักมังสวิรัติ ไม่ดื่มสุราเมรัย ยากนักหนาที่จะหาชาวพุทธที่ดีไปกว่าดร.ปอล ดาห์ลเก นอกจานี้ก็มี วิลเฮลม์ ไกเกอร์ (Wilhelm Geiger) ผู้จัดทำคัมภีร์และแปลคัมภีร์มหาวงศ์ ซึ่งถือว่าเป็นผลงานชั้นยอดเยี่ยมของนิรุกติศาสตร์เชิงวิพากษ์ โดยพิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ.2451 - 2473 และนางมายา เกลเลอร์ กริมม์ (Maya Keller Grimm) ผู้แต่งหนังสือปุจฉา-วิสัชนาเรื่องพระพุทธศาสนา นางเป็นผู้ศรัทธาลึกซึ้งต่อพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัย น้ำตาของนางจะไหลอาบแก้มทุกครั้งเมื่อได้อ่านมหาปรินิพพานสูตร เพราะอาลัยรักในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
         สำหรับพระพุทธศาสนามหายานในเยอรมนี เริ่มต้นจากนิกายเซน หลังจากที่ ดร.ดี ที ซูสุกิ  ทำให้เซนเป็นที่รู้จักของชาวตะวันตกแล้ว ในประเทศเยอรมนี ศาสตราจารย์ยูเจ็น เฮอริ-เก็ล (Eugen Herrigel) ก็ทำให้ชาวเยอรมันและชาวตะวันตกรู้จักเซนมากขึ้นผ่านงานเขียนชิ้นสำคัญชื่อ Zen in the Art of Archery ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมมากติดอันดับ bestseller ติดต่อกันนานกว่า 40 ปี หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากเมื่อครั้งที่ ยูเจ็น เฮอริเก็ลไปสอนวิชาปรัชญาที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 6 ปี ในปี พ.ศ.2467 - 2472 ในระหว่างนั้นเขาได้ศึกษาและฝึกปฏิบัติพระพุทธศาสนานิกายเซนไปด้วย เมื่อเขากลับมาเยอรมนีแล้ว ในปี พ.ศ.2479 ได้เขียนถ่ายทอดความรู้เรื่องเซนตีพิมพ์ในวารสารฉบับหนึ่งของเยอรมัน ภายหลังได้จัดทำเป็นหนังสือและแปลเป็นภาษาต่างๆ ใน พ.ศ.2496 ตั้งแต่นั้นมาชาวเยอรมันจึงรู้จักเซนเพิ่มมากขึ้น        โดยเฉพาะในระหว่างปี พ.ศ.2503 - 2513 พระพุทธศาสนาแบบเซนเป็นที่สนใจศึกษาและฝึกปฏิบัติกันมากในเยอรมนี 
          ในช่วงที่เซนกำลังได้รับความนิยมจากชาวเยอรมัน กลุ่มโซกะ กัคไค ของนิกายนิชิเร็นจากญี่ปุ่นก็เริ่มเข้าไปเผยแผ่ในปี พ.ศ.2505 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ 8 ปี โดยกลุ่มชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปทำงานที่นั่น ผู้บุกเบิกเหล่านี้ทำงานอย่างเข้มแข็งต่อสู้กับวัฒนธรรมและศาสนาพื้นเมือง ในปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่วนพระพุทธศาสนาทิเบตนั้นเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายของชาวเยอรมันตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ.2523-2533 มีศูนย์กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะกลุ่ม Diamond Way ของนิกายการ์จู (Kagyu) ปัจจุบันมีอยู่ถึง 126 ศูนย์/กลุ่ม และยังมีนิกายอื่นๆ อีกจำนวนมาก เมื่อวันที่ 28 - 30 พฤษภาคม พ.ศ.2546 องค์ทะไล ลามะ ได้เดินทางไปบำเพ็ญศาสนกิจที่ประเทศเยอรมนี เวลาที่พระองค์ไปเยือนแต่ละเมือง มีประชาชนในเยอรมนีมาต้อนรับและฟังปาฐกถาธรรมกันล้นหลาม เช่น  เมืองเบอร์ลิน มีผู้ศรัทธามาต้อนรับและฟังธรรมถึง 18,000 คน และเมืองมิวนิกอีก 10,000 คน เป็นต้น
 



Prev | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | Next
 

© 2008 Dhammakaya Open University.

Webmaster@dou.us