ค้นหา
Keyword Search
All Books


GL 102
ปรโลกวิทยา



   คำนำ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   รายละเอียดชุดวิชา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   วิธีการศึกษา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   สื่อประกอบการเรียน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 1 องค์รวมแห่งปรโลก
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 2 อบายภูมิ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 3 มนุสสภูมิ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 4 เทวภูมิ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 5 พรหมภูมิ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 6 อรูปพรหมภูมิ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 7 โลกุตตรภูมิ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   บทที่ 8 นิพพาน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
   Download หนังสือเล่มนี้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


บทที่ 4 เทวภูมิ


          4.3.5 สังคมครองรักครองเรือนของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
          
          ในหัวข้อนี้ นักศึกษาจะได้ทำความเข้าใจชีวิตการครองเรือนของสังคมสวรรค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง 
      
          เมื่อมนุษย์ละโลกไปบังเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดาบังเกิดขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไม่ว่าจะไปแบบหลับแล้วตื่นกลางวิมาน แบบนั่ง หรือนอนก็ตาม หรือแบบเห็นทางสว่าง หรือแบบมีเทวรถมารับก็ตาม  เมื่อเกิดแล้วส่วนใหญ่ก็จะมีวิมานเกิดขึ้นเป็นของตน แต่บางพวกมีบุญพอเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แต่ไม่มีบุญที่จะมีวิมานเป็นของตน ก็จะต้องไปอาศัยวิมานของเทพองค์อื่น ถ้าไปเกิดบนแท่นบรรทม ก็จะเป็นภรรยา เป็นบาทบริจาริกา ของเทพองค์ที่ไปเกิด ถ้าเกิดข้างแท่นบรรทม จะเป็นพนักงานภูษามาลา ดูแลเครื่องประดับ เครื่องแต่งตัว  ถ้าเกิดบริเวณวิมานก็เป็นบริวาร 

          และผู้ที่จะเกิดมาเป็นบุตรได้ จะต้องสั่งสมบุญร่วมกันมา แล้วก็มีความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกัน  เมื่อละโลกก็จะมาเกิดแล้วนอนหนุนตัก ถ้าไปเกิดในวิมานของเทพธิดา เทพธิดานั้นก็จะเป็นมารดา แต่ถ้าเกิดในวิมานของเทพบุตร เทพบุตรนั้นก็จะเป็นบิดา พอลุกขึ้นแล้วก็ประคองอัญชลีมาทางเทพบุตรที่เป็นบิดา ถ้าเกิดพร้อมกัน 2 องค์ก็จะอยู่คนละข้าง ตักซ้ายและตักขวา  เมื่อเกิดแล้วบิดาหรือมารดาก็จะจัดสรรวิมาน ที่เหมาะสมกับกำลังบุญของบุตร ในเขตวิมานของผู้เป็นบิดาหรือมารดา แล้วก็มอบหมายภารกิจให้ดูแล เช่น ดูแลบริวาร เป็นต้น  และผู้เป็นบิดามารดาจะต้องไปแจ้งเกิดที่หัวหน้าเขตที่ปกครองบริเวณนั้น  เหมือนเมือง มนุษย์ที่ต้องไปแจ้งเกิดที่อำเภอ

          เรื่องความรักของเทพบุตรและเทพธิดา บางท่านคิดว่า เทพบุตรเกิดแล้วมีเทพอัปสร 500 เป็นบริวาร จะมีความรักกับบริวารนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะอารมณ์ที่จะคิดแบบภรรยาสามีจะไม่เกิดขึ้นกับบริวารที่เกิดด้วยบุญ แต่จะมีความคิดที่จะเป็นภรรยาสามีกับพวกที่เกิดมาเพื่อปรารถนาจะเป็นภรรยา ที่เกิดบนแท่นบรรทมเท่านั้น เมื่อเกิดเป็นภรรยาแล้ว ก็จะต้องไปแจ้งหัวหน้าเขตปกครองเช่นกัน 

          ทางมาแห่งการครองเรือนยังมีอีกหลายวิธี เช่น มีเทพธิดา ก. และเทพบุตร ข. ต่างก็มีวิมานของตน เมื่อไปเที่ยวชมสวนก็ดี ไปฟังธรรมที่ธรรมสภาก็ดี เมื่อเจอกันหากมีบุพเพสันนิวาสที่เคยอยู่ร่วมกันมา หรือร่วมบุญสร้างกันมา ก็จะรู้สึกชอบกัน  ก็จะทอดสายตาให้กัน ซึ่งดวงตาของเทวดา จะสวยคล้ายกลีบดอกบัว เมื่อจะลืมตาก็ลืม จะหรี่ตาก็หรี่ จะหลับตาก็หลับ แต่ก็ไม่กะพริบตาแบบมนุษย์ เมื่อสบตากัน ก็จะเกิดรัศมีสว่างไสว ว้อบแว้บ เหมือนเหลี่ยมเพชรต้องแสง เมื่อเกิดความพึงพอใจแล้ว ก็จะอยู่ร่วมกัน ปรารถนาจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ปกครองเขต
 
         สมมุติว่า เมื่อออกจากธรรมสภา ก็นัดกันว่าจะไปอยู่วิมานเดียวกัน ก็นัดวันที่จะไปพบหัวหน้าเขต ทั้งคู่ก็จะพาบริวารไป ไม่ต้องมีเถ้าแก่ไปสู่ขอ ทางผู้ปกครองเขตก็จะเตรียมสถานที่ จะเป็นรัตนบัลลังก์มีอาสนะ ลอยๆ แล้วก็นั่งพร้อมกัน เป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกองค์จะมีรัศมีแพรวพราว มีความสดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส  ถ้าคู่เทพบุตรเทพธิดา มีบุญพอกัน รัตนบัลลังก์ก็จะเข้ามาเทียบ ทั้งคู่ก็จับมือซึ่งกันและกัน ทางเจ้าปกครอง ก็จะรดน้ำแต่งงาน แล้วก็ประกาศให้ผู้มาร่วมงานรับทราบว่าทั้งคู่เป็นภรรยาสามีกันโดยชอบธรรม เมื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ แล้ว ผู้ปกครองเขตก็จะเชิญท่านวิษณุกรรมเทพบุตร ให้สร้างวิมานใหม่ โดยใช้บุญของทั้งสองรวมกัน แล้วก็อธิษฐานจิตนึกถึงบุญของทั้งสองมารวมกัน วิมานทั้งสองก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ใหญ่โตโอฬารเพิ่มขึ้นไปอีก 

          และก็กรณีเทพบุตร เทพธิดามีบิดามารดา  กรณีฝ่ายหญิงไปขอเทพบุตร ก็จะเชิญเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ ไปสู่ขอ แล้วก็มีเครื่องบรรณาการมาพร้อมบริวาร เพื่อขอกับบิดาหรือมารดา สมมุติว่า ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หากว่าฝ่ายหญิงมีบุญมากกว่า  ฝ่ายหญิงก็จะต้องยื่นมือไปจับมือของฝ่ายชายไว้บนฝ่ามือ ให้มือผู้มีบุญ น้อยกว่าอยู่บน แล้วบิดาหรือมารดาของเทพบุตร หรือเทพธิดาก็จะรดน้ำด้วยคณโฑรัตนชาติ แล้วก็มีพานรองด้านล้าง กรณีที่ฝ่ายชายไปขอ ก็ทำในทำนองเดียวกัน ถ้าใครมีบุญมากกว่าก็จะเอามือไว้ด้านล่าง  ถ้าชายมากกว่าก็จะอยู่ด้านล่าง เมื่อรดน้ำเสร็จ ก็จะมีงานเลี้ยงสังสวรรค์กันเหมือนเมืองมนุษย์ 

          มีคำถามว่า แล้วมีการนอกใจกันบ้างหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่มี เพราะเทวดาจะมีเทวธรรม คือ หิริโอตตัปปะ สมมุติว่า เทพบุตรไปเที่ยวในสวน แล้วก็ชอบพอเทพธิดาองค์เดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเทพธิดานั้นจะเลือกใคร ถ้าเลือกแล้วเทพอีกองค์หนึ่งก็จะหลีกทางให้ จะไม่มีทะเลาะกัน เพราะถ้าทะเลาะก็จะจุติ เพราะถูกไฟโทสะเผารน
กรณีที่เทพบุตรมีบาทบริจาริกาหลายคน หรือภรรยาหลายคน เพื่อบำรุงบำเรอเทพบุตร เทพบุตร ก็จะจัดสรรให้มีวิมานให้แต่ละองค์ เป็นวิมานหลายหลังอยู่ในวิมานของเทพบุตร แล้วก็จัดสรรหน้าที่ให้ เทพธิดาแต่ละองค์ การอยู่ร่วมกันฉันสามี ก็อยู่ร่วมกันเหมือนมนุษย์ แต่ไม่มีบุตรเกิดจากครรภ์

          กรณีที่เทพบุตร หรือเทพธิดาจะต้องจุติ คือ เมื่อมีจุตินิมิตเกิดขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะมีความอาลัยอาวรณ์ซึ่งกันและกัน แล้วก็พูดปลอบประโลม ทำนองที่ว่า ให้ได้กลับมาเป็นภรรยาสามีกันอีกนะ ทำบุญ แล้วอย่าลืมนึกถึงเราบ้างนะ ให้หมั่นสั่งสมบุญนะ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจุติแล้ว วิมานนั้นก็จะเล็กลงตามกำลังบุญของฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ บางพวกวิมานก็หายไปเลย  ไม่มีที่อยู่ ผู้ปกครองก็จะเข้ามาช่วยเหลือ ประกาศว่า เทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ท่านใด มีจิตเมตตาจะรับไปอยู่ด้วย เมื่อมีผู้รับไปอยู่แล้ว ท่านก็จะจัดวิมาน จัดบริวาร จัดหน้าที่ให้ทำ

          เป็นอันว่าสังคมการครองรักครองเรือนของชาวสวรรค์ ก็สิ้นสุดลงที่การจุติ คือการตาย จะเห็นว่า เรามีความพลัดพรากเป็นธรรมดา เราไม่อาจหนีพ้นจากความจริงข้อนี้ไปได้เลย ดังนั้นก็ควรรักตนเองมากๆ หมั่นสั่งสมบุญ ฝึกฝนตนเองให้หมดกิเลสจะได้ไม่มีความอาลัย ความโศกเกิดขึ้นอีก 

          4.3.6 ธรรมเนียมต้อนรับสมาชิกใหม่ของชาวสวรรค์

          เมื่อหัวข้อที่ผ่านมาได้กล่าวถึงการครองรักของเทวดา อาจจะมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้บ้าง ในประเด็นการเกิดขึ้นของชาวสวรรค์ ที่มีการเกิดขึ้นหลายวิธี ตั้งแต่หลับแล้วตื่นกลางวิมาน เห็นทางสว่าง หรือมีเทวรถพร้อมบริวารมารับ ในหัวข้อนี้ จะนำเสนอขั้นตอนการต้อนรับของชาวสวรรค์ ว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง

          เมื่อเทพบุตรหรือเทพธิดาบังเกิดขึ้นแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิสันถาร มาแจ้งธรรมเนียมของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ให้ทราบ เจ้าหน้าที่นี้จะมีหลายระดับตามกำลังบุญ ถ้าเทพองค์ที่อุบัติขึ้นมีบุญมาก เทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็จะมาต้อนรับ ถ้าเทพที่อุบัติขึ้นมีบุญน้อย เทพผู้มีศักดิ์น้อยก็จะมาต้อนรับ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวสวรรค์  และก็แจ้งเรื่องต่างๆ ให้ทราบ แล้วก็บอกที่ทำการเขต เรียกว่า เทวสภาประจำเขต มีลักษณะเหมือนสุธรรมเทวสภา แต่ย่อขนาดลงมา ซึ่งรูปร่างจะเหมือนกันหมด เพียงแต่ขนาดเล็กกว่า เขตใหญ่ก็จะมี 32 เขต และยังมีเขตย่อยอีก

          ภารกิจแรกที่จะต้องทำ คือ ไปไหว้พระจุฬามณีอันเป็นหลักชัยของชาวสวรรค์ก่อน หลังจากนั้นจึงจะไปรายงานตัวที่เทวสภาประจำเขต หรือสำนักเขตการปกครอง

          สมมุติว่า เมื่อบังเกิดขึ้น จะแบบใดก็ตาม ถ้าบุญน้อยจะต้องมาที่พระธาตุจุฬามณีด้วยตนเอง ถ้ามีบุญมากเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าหน้าที่มาต้อนรับ และเทวดาที่อยู่วิมานใหญ่ก็จะมาต้อนรับ มาแนะนำแล้วก็พาไปไหว้พระธาตุจุฬามณี เวลามาก็จะนั่งเทวรถอันวิจิตรมาพร้อมบริวาร ถ้าบุญน้อยก็จะมาเอง และมีีบริวารน้อย  เพราะมาเกิดเป็นบริวารเขา นอกจากเจ้าของวิมานสงสาร จึงให้บริวารมาเป็นเพื่อน 

          พระธาตุจุฬามณี เป็นบุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวสวรรค์ทุกชั้น ซึ่งเกิดด้วยอานุภาพบุญของท้าวสักกเทวราชที่บำเพ็ญวัตตบท 7 โดยมีวิษณุกรรมเทพบุตรเป็นผู้อธิษฐานบุญที่เกิดจากวัตตบท 7 ของท้าวสักกเทวราชนั้น แล้วเนรมิตขึ้นมาเป็นพระจุฬามณี ซึ่งภายในประดิษฐาน พระเขี้ยวแก้ว และพระเมาลีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสระนิลุบลวัน พระธาตุจุฬามณีจะอยู่กลางสวน มีลักษณะเป็นรูปดอกบัวซ้อนกันเป็นชั้นๆ ยอดบนสุดจะมีดอกบัวตูมขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง 1 ดอกและดอกบัวตูมขนาดกลางรายรอบอีก 7 ดอก ซึ่งล้วนทำด้วยรัตนชาติสีเขียวมรกต แต่สวยกว่ามรกตมาก
(รูป)

          ถ้ามองมุมด้านบนของพระธาตุจุฬามณี ชั้นนอกสุดรอบกำแพงแก้วจะเป็นที่จอดเทวรถ ต่อด้วยกำแพงแก้วล้อมรอบ 7 ชั้น สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนออกจากกำแพงแก้วจะมีซุ้มใหญ่ 4 ซุ้ม อยู่ทั้ง 4 ทิศ ถัดมา จะเป็นวงแหวนสำหรับเวียนประทักษิณ ถัดจากวงแหวนเวียนประทักษิณก็จะมีกำแพงแก้วอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็จะมีซุ้มทางเข้า และกำแพงแก้วอีก 7 ชั้นก่อนที่จะถึงตัวเจดีย์ พระจุฬามณีซึ่งเป็นศูนย์กลาง
เมื่อจอดเทวรถเสร็จก็จะเดินมาถึงหน้าซุ้มแรก ก่อนที่จะเข้าลานประทักษิณ ก็จะมีเจ้าหน้าที่อยู่ที่ซุ้มจะแนะนำวิธีการเข้าสู่ลานทองของพระธาตุจุฬามณี ซึ่งพื้นจะเป็นทองคำ สวยสุกสกาวมาก แนะนำให้สมาชิกที่มาบูชาพระเจดีย์ ถอดรองเท้าก่อน พอนึกว่าจะถอดรองเท้า รองเท้าก็จะหายแวบไปเลย สมาชิกใหม่ก็จะเข้าไปพร้อมบริวาร พร้อมด้วยดอกไม้ของหอมอันเป็นทิพย์ที่นำมาจากสวน ก็จะมีเหล่าเทพมากมายที่มาบูชา มีทั้งเก่าและใหม่ มาจากหลายเขต มารวมกัน แล้วก็เวียนประทักษิณโดยประนมมือมี  ดอกไม้ของหอมอยู่ในมือ พอเวียนถึงซุ้มใดซุ้มหนึ่งในทิศทั้ง 4 ก็จะวางดอกไม้ของหอมไว้บนแท่นซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดระเบียบ แล้วก็หันหน้าไปทางซุ้ม กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ อย่างที่เรากราบพระ ทำถึง 3 รอบ เมื่อเสร็จแล้วจึงออกจากลานทองของมหาจุฬามณี จากนั้นก็จะเดินทางไปยังสำนักเขตการปกครอง โดยจะนั่งเทวรถ แล่นไปบนถนนจะเป็นทองใสสวยงาม สองข้างทางจะเต็มไปด้วยดอกไม้ ต้นไม้ที่สวยสดงดงาม จนไปถึงที่ทำการเขต

          ที่ทำการเขตมีลักษณะคล้ายสุธรรมเทวสภาแต่ย่อขนาดลงมา มีลักษณะของสุธรรมเทวสภาย่อส่วน คือ จะมีลักษณะสูงขึ้นไปเหมือนภูเขา ไม่ได้แบนราบติดกับพื้น มีทั้งหมด 3 ขั้น ขั้นแรกจะเป็นกำแพงแก้วซ้อนกัน 7 ชั้น ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งกำแพงระหว่างชั้นต่อชั้นจะห่างกันเป็นโยชน์ ระหว่างกำแพงแก้วก็จะ มีสวน มีสระ มีไม้ยืนต้น ไม้ดอก ไม้ประดับ มีศาลาที่พัก ซึ่งจะประณีตขึ้นไปเรื่อยๆ

          ขั้นที่ 2 มี 3 ชั้น เป็นรูปดอกบัวบานซ้อนกัน 3 ชั้น แต่ละชั้นจะห่างกันมากกว่ากำแพงแก้วต่อกำแพงแก้ว แล้วจึงจะไปถึงขั้นที่ 3 เป็นที่ทำการศาลาใหญ่ที่มีรูปร่างเหมือนสุธรรมาเทวสภาดังกล่าว  มีเทวสภาอย่างนี้ทั้งหมด 32 เขตใหญ่ตามจำนวนพระสหายของท้าวสักกเทวราช

          ขั้นที่ 2 นี้จะเป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่เขต ถ้ามีบุญน้อย เช่น พวกบริวารที่อาศัยวิมานเขาเกิดจะอยู่ชั้นที่ 1 ของขั้นที่ 2 ถ้ามีบุญมากขึ้นไปอีกในระดับเกิดเป็นบุตร เป็นภรรยา ก็จะอยู่ชั้น 2 ถ้าเป็นเจ้าของวิมาน มีทั้งเจ้าของวิมานเล็ก วิมานปานกลาง และวิมานใหญ่ เป็นผู้มีบุญมาก จะอยู่ชั้นบนสุด คือ ขั้นที่ 3

          การรายงานตัว สมมุติว่า เทพบุตรที่เป็นเจ้าของวิมานใหม่มารายงานตัว ก็จะขึ้นไปขั้นบนสุด และเข้าไปในเทวสภา จะมีดนตรีบรรเลงต้อนรับตลอดเส้นทางขึ้น ไปจนถึงทางเข้า เมื่อเข้าไปข้างในก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับ แนะนำกิจที่จะต้องทำบนสวรรค์ แนะนำเรื่องการทำความเคารพ การพบหัวหน้าเขต เมื่อหัวหน้าเขตมาก็จะมีดนตรีบรรเลงสรรเสริญหัวหน้าเขตที่ได้ประกอบกุศลต่างๆ เหล่าเทพทั้งหลายที่  รอรายงาน ก็จะทำความเคารพหัวหน้าเขต เจ้าหน้าที่ก็จะเปิดบัญชีลานทองรายงานความเป็นมาของเทพบุตร การสั่งสมบุญเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ตลอดจนทิพยสมบัติทั้งหลายที่บังเกิดขึ้น รวมทั้งเขตที่ตั้งของวิมาน สมาชิกใหม่ที่ได้ฟังการรายงานก็จะปลื้มปีติในผลแห่งบุญ รัศมีก็จะสว่างไสววูบวาบ เป็นประกาย จากนั้นหัวหน้าเขตก็จะกล่าวชื่นชม สรรเสริญเรียบร้อยแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี หัวหน้าเขตก็เดินทางกลับ 

          กรณีที่เป็นผู้มีบุญมากมาบังเกิดขึ้น บุญมากระดับที่พระอินทร์เรียกว่า พระสหาย พระอินทร์ ก็จะมาเป็นประธานในการต้อนรับด้วยพระองค์เอง พร้อมกับเหล่าเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่อีก 32 องค์ โดยใช้ สุธรรมาเทวสภา เป็นสถานที่ต้อนรับ

          กรณีศึกษาเรื่องพิธีการต้อนรับสมาชิกใหม่ของชาวสวรรค์นี้ นำมาแสดงเพื่อชี้ให้เห็นว่าบนสวรรค์ นั้นเป็นดินแดนแห่งการเสวยบุญอย่างแท้จริง ใครที่มีบุญมาก สั่งสมกุศลไว้มากเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ย่อมรุ่งเรืองด้วยยศ บริวาร อธิปไตย และทิพยสมบัติ  และย่อมได้รับการต้อนรับจากเหล่าทวยเทพอย่างสมเกียรติ สมกับบุญที่ตนได้ทำไว้ในอดีต

          ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ยังมีรายละเอียดที่น่าศึกษาอีกมาก มิได้มุ่งเน้นให้ศึกษาลักษณะทางกายภาพ ของสวรรค์อย่างละเอียดลออ แต่จะขอนำเสนอเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องพอให้เห็นลักษณะความเป็นอยู่ของสวรรค์ชั้นนี้เท่านั้น

          4.3.7 กิจกรรมของเหล่าเทวดาในวันพระ 14 ค่ำ 15 ค่ำ

          ลำดับต่อไป นักศึกษาจะได้ศึกษากิจกรรมที่สำคัญของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้วย

          ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันข้างแรมจนถึงข้างขึ้น มนุษย์ได้ทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย มนุษย์ที่ประมาทในการดำเนินชีวิต ก็จะสนุกสนานเพลิดเพลินกับเรื่องที่ไร้สาระ เช่น เล่นอบายมุข ดื่มสุราเมรัยยาเสพติดสิ่งที่ไม่ดี เป็นต้น ส่วนมนุษย์ที่ไม่ประมาท ก็จะหมั่นสั่งสมบุญ สวดมนต์ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา  มนุษย์ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า  การกระทำของตนเองนั้น นอกจากจะอยู่ในสายตาของชาวโลกแล้ว ยังอยู่ในสายตาของผู้มีกายละเอียดอีกมิติหนึ่งด้วย กายละเอียดเหล่านั้น คือ ภุมมเทวา ที่เป็นอดีตมนุษย์ที่มีภพซ้อนอยู่บนพื้นโลก ภุมมเทวาจะมีทุกความเชื่อ ทุกชาติ แต่อยู่ร่วมกันได้ ภุมมเทวาเหล่านี้จะมองดูพฤติกรรมของมนุษย์

          นักศึกษาทราบแล้วว่า ภุมมเทวาเป็นชาวสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา จะมีการแบ่งเขตการปกครอง คล้ายมนุษย์ เป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ นานาชาติ ทั่วโลก ภุมมเทวาแต่ละพื้นที่ ก็จะมี  ผู้ปกครอง ที่เรียกว่า เจ้าหน้าที่เขต มีทั้งเขตเล็ก เขตใหญ่ เหมือนผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอของมนุษย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เขตในโลกนี้มีหลายร้อยชาติทั่วโลก ตามพื้นที่อยู่ของมนุษย์

          ดังนั้น เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทั่วโลกจะคอยเฝ้าดูการกระทำของมนุษย์ สมมุติว่าในประเทศจีน ก็จะมี  เจ้าหน้าที่จีนที่เป็นภุมมเทวาชาวจีนคอยดูพฤติกรรมของมนุษย์ ดูว่ากำลังคิด พูด ทำอะไร ถ้าเห็นมนุษย์ทำความดีอะไร ก็จะบันทึกไว้ในแผ่นลานทอง โดยไม่ต้องขีดเขียน แต่บันทึกเป็นภาพ เป็นเรื่องราวของบุคคลนั้น หรือเจ้าหน้าที่อินเดียก็ทำในลักษณะเช่นเดียวกัน

          เมื่อเจ้าหน้าที่เขตทุกชาติ บันทึกการกระทำของมนุษย์แล้วก็จะรวบรวมบัญชีแผ่นลานทอง  ไปส่ง ต่อให้หัวหน้าเขต หัวหน้าเขตก็จะรวบรวมบัญชีทุกเขต ที่อยู่ในเขตความปกครองของตน ซึ่งหัวหน้าเขตก็มีอีกหลายร้อยหัวหน้าเขตทั่วโลก แล้วก็อธิษฐานจิตให้เหลือแผ่นเดียว เช่น เจ้าหน้าที่จีนแต่ละเขตก็จะรวบรวมผู้ที่กระทำความดีใส่ในแผ่นลานทอง แล้วก็นำไปมอบให้หัวหน้าเขต หัวหน้าเขตก็รวมบัญชีไว้ในมือ  แล้วก็รวมเป็นบัญชีเดียวกัน คือ นำหลายๆ บัญชีรวมมาเป็นหนึ่งบัญชี สมมุติมี 100 บัญชีก็รวมให้เป็น 1 บัญชี  

          หลังจากรวบรวมในระดับหัวหน้าเขตแล้ว ก็จะส่งไปให้อากาสเทวา คือ จากพื้นมนุษย์ส่งต่อไปให้เทวาที่สูงกว่า อากาสเทวาก็จะรวบรวมบัญชีของหัวหน้าเขตที่พื้นมนุษย์ ซึ่งหัวหน้าเขตอากาสเทวาก็มีมากมายทั่วโลกเช่นกัน แล้วก็อธิษฐานจิตให้เหลือบัญชีเดียว จากนั้นอากาสเทวาจะรวมบัญชีทั้งหมด นำไปให้ หัวหน้าอากาสเทวาในแต่ละสายการปกครอง สมมุติว่าอากาสเทวาที่เป็นนาครวบรวมบัญชีมาตามลำดับขั้นตอนแล้ว ก็จะนำบัญชีนี้ไปให้หัวหน้าอากาสเทวาที่เป็นนาค คือจะให้ไปตามทิศที่อยู่ของท้าวมหาราชทั้ง 4 อากาสเทวาสายยักษ์ก็จะรวบรวมบัญชีไปให้หัวหน้าอากาสเทวาที่เป็นยักษ์ อากาสเทวาที่เป็นครุฑก็นำบัญชีไปให้หัวหน้าอากาสเทวาที่เป็นครุฑ อากาสเทวาคนธรรพ์ก็นำบัญชีไปให้หัวหน้าอากาสเทวาที่เป็นคนธรรพ์

         นักศึกษาคงจำได้ว่า เขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล ทางด้านทิศใต้เป็นของท้าววิรุฬหก ผู้ปกครองครุฑ ทางด้านทิศตะวันตกเป็นของท้าววิรูปักษ์ ปกครองพวกนาค ทางด้านทิศเหนือเป็นของท้าวเวสสุวรรณ ปกครองพวกยักษ์ ทางด้านทิศตะวันออกเป็นของท้าวธตรฐ ปกครองคนธรรพ์

         อากาสเทวาที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของนาคก็รวบรวมบัญชีไปเฝ้าท้าววิรูปักษ์ ผู้ปกครองอยู่ทาง ทิศตะวันตก ท้าววิรูปักษ์ท่านก็รวบรวมบัญชี แล้วก็อธิษฐานทำบัญชีให้เป็นแผ่นเดียว อากาสเทวาที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของยักษ์ก็จะไปเข้าเฝ้าท้าวเวสสุวรรณ ที่อยู่ในทิศเหนือ ท้าวเวสสุวรรณก็รวบรวมบัญชี แล้วก็อธิษฐานให้เหลือเพียงแผ่นเดียว อากาสเทวาที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของครุฑก็จะไปเฝ้าท้าววิรุฬหก อยู่ทางด้านทิศใต้ ท้าววิรุฬหกก็รวบรวมบัญชี แล้วก็อธิษฐานให้เหลือเพียงบัญชีเดียว อากาสเทวาที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของคนธรรพ์จะไปเฝ้าท้าวธตรฐ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ท้าวธตรฐก็จะรวบรวมบัญชีของการทำความดี ให้เหลือเพียงแผ่นเดียว

          จากนั้นท้าวจตุโลกบาล คือ ผู้รักษาโลก ดูแลโลกในทิศทางนั้นๆ ก็รวมกลุ่มกันขึ้นไปเฝ้าท้าว-สักกเทวราช เพื่อรายงานผลการทำความดีของมนุษย์ ท้าวสักกเทวราชก็ทำการประชุมคณะกรรมการบริหารในวันโกน  คือ ก่อนวันพระวันหนึ่ง มีวาระการประชุม 2 เรื่อง ได้แก่ 1. เรื่องความเป็นอยู่ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 2. เรื่องของท้าว- จตุโลกบาลที่นำบัญชีความดีมารายงาน ท้าวสักกะ ก็จะให้โอวาทคณะกรรมการบริหาร ซึ่งตรงกับวันพระบนโลกมนุษย์
 
         เทวดาชั้นดาวดึงส์รู้ว่าเป็นวันพระได้จากการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ โดยตรวจดูบนโลกมนุษย์ด้วยทิพยจักษุ เมื่อเห็นแล้วว่าเป็นวันพระ ก็จะมาประชุมกันที่สุธรรมาเทวสภา จากนั้นท้าวสักก-เทวราชก็จะขึ้นธรรมาสน์ เพื่อแสดงธรรม เนื้อหาที่แสดงธรรมส่วนใหญ่ เป็นเรื่องความไม่ประมาท และให้ฉลาดในการดำเนินชีวิต ให้หมั่นเจริญพุทธานุสติ แล้วก็หมั่นย้ำเตือนให้ไปนมัสการบูชาพระธาตุจุฬามณี เนื้อนาบุญของชาวสวรรค์ เป็นเรื่องหลัก เพราะชาวสวรรค์ก็เหมือนกับมนุษย์ วันพระหรือวันหยุด พวกมนุษย์ที่ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตก็จะเข้าวัด ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ พวกประมาทก็ใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ไปสนุกสนานเฮฮา เล่นการพนัน เพราะฉะนั้นเทวดาจึงมีทั้งประมาทและไม่ประมาท เทวดาที่ประมาทก็มัวแต่เพลิดเพลินในทิพยสมบัติและกามอันเป็นทิพย์ เที่ยวชมสวน ชื่นชมเหล่าเทพบุตร เทพธิดา ดังนั้นท้าวสักกเทวราชจึงสอนไม่ให้ประมาท และให้ฉลาดในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

          หลังจากท้าวสักกะให้โอวาทเสร็จแล้ว ประมาณเวลาค่ำของโลกมนุษย์  ดวงจันทร์ขึ้นเต็มดวงแล้ว  ท้าวสักกเทวราชก็จะประกาศให้แก่เหล่าเทวดาที่มาประชุมกันที่สุธรรมมาเทวสภาฟังว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หมู่มนุษย์ได้ทำบุญอะไรบ้าง บางพวกก็ดูแลบิดามารดา บางพวกก็ทำทาน บางพวกก็รักษาศีล บางพวกก็เจริญภาวนา มีจำนวนมากน้อยเพียงใด ถ้าใครที่ทำบุญใหญ่ก็ประกาศชื่อให้เทวดาทั้งหลายได้อนุโมทนา ซึ่งชื่อของบุคคลที่ทำบุญใหญ่ก็จะถูกประกาศเป็นอันดับแรก ตามด้วยบุญเล็กบุญน้อย และบุญเบ็ดเตล็ดก็ลดหลั่นกันลงมา ถ้าช่วงใดมนุษย์ที่สร้างบุญมีจำนวนน้อย เทวดาที่ดาวดึงส์จะรู้สึกไม่เบิกบาน และพูดคุยกันในหมู่เทวดาว่า โอ! สวรรค์คงจะว่าง นรกคงจะแน่น เพราะว่ามนุษย์ประมาทในการดำเนินชีวิต มีการดื่มสุราเมรัย บุหรี่ ยาเสพติด การพนันต่างๆ เป็นต้น  แต่ถ้ามนุษย์ทำความดีมาก เหล่าเทวดาก็จะอนุโมทนา สาธุการดังลั่น มีความปีติเบิกบาน รัศมีระยิบระยับ

          นี่ก็เป็นเรื่องกิจกรรมในวันพระ 14 ค่ำ 15 ค่ำ ของชาวสวรรค์ ที่มีการทำกิจกรรมกัน ตั้งแต่พื้นมนุษย์จนถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังนั้นนักศึกษาควรจะทำความเข้าใจเอาไว้และให้รู้ว่า เราอยู่ในสายตาของ ชาวสวรรค์ เมื่อจะทำบาปอกุศลสิ่งใด จะได้มีความระมัดระวัง เกรงกลัวต่อสายตาของผู้ที่มองไม่เห็นด้วย แต่ที่สำคัญให้มีหิริโอตตัปปะเกิดขึ้นในใจของเราเองจะดีที่สุด 
 
         อีกประการหนึ่ง เทวดาก็คืออดีตมนุษย์ เมื่อละโลกแล้วหมดโอกาสในการทำบุญ และยังต้องการบุญ การที่ได้อนุโมทนาบุญกับมนุษย์ผู้ทำบุญ ย่อมเป็นทางมาแห่งบุญของชาวสวรรค์ เขาจึงไม่พลาดที่จะเก็บเกี่ยวบุญ ในช่วงที่มนุษย์สั่งสมบุญกันมากที่สุด



Prev | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | Next
 

© 2008 Dhammakaya Open University.

Webmaster@dou.us